"การทำงานด้านความรู้สึก" คือหัวใจสำคัญที่ผมยึดถือมาตลอด มันเป็นแก่นแท้ที่ผมใช้ในทุกการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น:
ผมจะใช้ "การทำงานด้านความรู้สึก" มาเป็นหัวใจตลอดครับ
งานขายกับงานการตลาด มันคืออย่างเดียวกัน ใช้หัวใจเดียวกัน ต่างกันที่เรื่องของจำนวน 'การขาย' เป้าหมายที่ต้องได้ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ยอดขาย เป้าหมายของผมคือ ความรู้สึกของลูกค้า
ต้องให้ความรู้สึกไว้วางใจเชื่อมั่นกับเราให้ได้ ต้องให้ลูกค้ามีความรู้สึกคุ้มค่าอย่างมากกับเงินที่เขาจ่ายให้เรามา
ผมทำเพียงแค่สองอย่างนี้จริงๆ ครับ โดยไม่เคยตั้งเป้าเกี่ยวกับผลลัพธ์ของยอดขายเลย แต่สิ่งที่ได้ก็ดันออกมาดีทุกครั้งที่เราใช้หัวใจอันนี้ทำงาน ส่วนตัวผมเองขยับราคาของบริการ จากหลักพันจนมาหลักล้านได้ ก็ด้วยการให้ความสำคัญด้านการทำงานด้านความรู้สึกของลูกค้าอันนี้แหละ และเมื่อผมได้นำหลักการนี้มาใช้กับการทำสวน ผมยิ่งค้นพบอะไรที่ลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก
การมาทำสวนได้สอนให้ผมอัพเกรดความรู้ความเข้าใจในด้านการทำงานด้านความรู้สึกเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล คำถามอะไรที่ผมเคยถามตัวเองไว้แล้วยังหาคำตอบไม่ได้ ก็มาเจอคำตอบที่นี่เกือบทั้งหมด และได้ย้อนเอาความรู้กลับไปทำงานในสายดิจิทัลได้มากโข
ผมเปลี่ยนวิธีคิดในการทำธุรกิจและทำให้มันยกระดับได้ก็เพราะสวนดีบุญนี่แหละ และผมคิดว่าถ้าเราเข้าใจมันอย่างดีและเก่งจากการทำซ้ำในด้านความรู้สึกมากขึ้น งานธุรกิจในแบบที่เป็นประโยชน์กับผู้คนก็จะยกระดับได้อย่างวิเศษ
ในการทำงานด้านความรู้สึกกับสวนของผม เราต้องการให้เกิดความรู้สึกที่ "ร่มเย็นเป็นสุข" ให้ได้ครับ
ผมเริ่มจากการไม่ยอมเบียดเบียนชีวิตใดๆ เลย สวนของเราจึงเต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด: หิ่งห้อย นก ปลา ปลวก แมลง ต่อแตน ผึ้ง งู แมงป่อง มด กบ เขียด คางคก อึ่งอ่าง ตุ๊กแก ตะขาบ หมา แมว แมงปอ ผีเสื้อ ใส้เดือน พังพอน กระรอก
เราต้องการทำสวนแบบใช้เงินให้น้อยที่สุด สัตว์เหล่านี้แหละคือคนสวนชั้นดีของผม ที่ช่วยสร้างระบบที่ผมต้องการให้เกิดขึ้น
สวนในแนวทางการพึ่งตนเองยิ่งทำให้เราเกิดความรู้สึกที่ร่มเย็นเป็นสุขมากขึ้น ไม่เดือดร้อนต่อเรื่องใดๆ เลย:
พึ่งตนเองได้แล้วเราก็ได้เริ่มแบ่งปันออกไปสู่ผู้คน เริ่มจากคนรอบๆ ตัว เราขุดสระที่มีน้ำใช้อย่างเหลือเฟือ ได้แบ่งน้ำให้นาข้างๆ แบ่งอาหารให้เพื่อนๆ กัลยาณมิตร ครอบครัวญาติพี่น้องที่อยู่ในเมือง ได้กินของดีๆ เหมือนกับเราได้บ้าง หลังจากนี้เมื่อสวนอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เราก็อยากแบ่งปันให้ขยายไปสู่วงกว้างมากขึ้นครับ
เพียงไม่นานนักเราก็ได้ความรู้สึกที่ร่มเย็นเป็นสุขแล้ว ถึงตอนนี้ก็ประมาณสองปี ต่อจากนี้เราก็น่าจะอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ปลอดภัยและสบายแบบนี้มากขึ้นไปอีก เพราะสวนของเรามีการเจริญเติบโตในทุกๆ วินาที ต้นไม้ก็เติบโตของมันเอง สัตว์ต่างๆ ก็ช่วยกันทำหน้าที่ที่ให้ประโยชน์กับสวนโดยที่ไม่ต้องไปสั่งไปจ้างมันเลย ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งบนดินและใต้ดินก็เพิ่มพูนขึ้น หน้าดินของเราก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกวินาที
ทั้งหมดนี้คือการเดินทางของผมกับ "การทำงานด้านความรู้สึก" จากห้องทำงานสู่ผืนดิน จากการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าสู่การสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ผมเชื่อว่าเมื่อเราให้ความสำคัญกับความรู้สึกอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ดีจะตามมาเอง ไม่ว่าจะในแง่ของธุรกิจหรือการใช้ชีวิต