การทำงานหนักให้ระบบทุนนิยม: บันทึกร่างกายที่ย่ำแย่

ผมมองย้อนกลับไป ผมเห็นว่าผมคือคนหนึ่งที่รับใช้ระบบมาอย่างดีเยี่ยมและยาวนาน อุทิศการทำงานหนักเกินคนทั่วไปอยู่หลายเท่าตัว ซึ่งต้องแรกด้วยร่างกายที่เสื่อมของผมเอง กินอาหารที่แย่มาก สุขภาพก็เลยแย่ตาม ผมความดันสูงตั้งแต่อายุ 30 กว่าๆ

สูบมาโบโร่ไลท์วันละ 2 ซอง ถ้าวันไหนอัดหนัก บุหรี่หมดเที่ยงคืน ก็ต้องพึ่งก้นบุหรี่ รอให้ตอนเช้าร้านค้าเปิด ไม่งั้นไม่สามารถทำงานต่อได้ ต้องใช้ความคิด ต้องพึ่งบุหรี่

และที่มองว่าน่าตกใจก็คือ ผมคือเด็กที่อ่านหนังสือของ Maxim Gorky แต่ดันเติบโตมาเป็นแนวหน้าในการทำงานรับใช้และขับเคลื่อนระบบทุนนิยม แบบโคตรสุดขั้วเลย

เพียงแค่อายุ 30 กว่าๆ ก็เริ่มปวดหลังเรื้อรังช่วงบน หาหมอก็หาสาเหตุที่ชัดเจนยังไม่ได้ สมัยนั้นยังไม่มีคำว่า office syndrome ผมเป็นหมอนรองกระดูกคอเสื่อมไปเรียบร้อยแล้ว โดยที่ไม่รู้ตัว

ความดันสูงก็เป็นแล้ว เบาหวานน่าจะมาแน่นอน เพราะในชีวิตประจำวันไม่กินน้ำเปล่าเลย น้ำอัดลม น้ำหวานล้วนๆ

หนักสุดที่ทำร้ายร่างกายคือ อดนอนเพื่อทำงานติดต่อกัน 5 วัน ประมาณว่าวันนึงได้งีบเอาแค่ 10 นาที ตื่นมาก็อัดกาแฟ อัดบุหรี่ อัดขนม ทำงานต่อ และสมองก็มีการใช้งานอย่างหนักอยู่ตลอดเวลาไม่ได้พักเลย เริ่มเกิดสิ่งผิดปกติจากร่างกาย คือได้กลิ่นไหม้แปลกๆ

ทำงานแบบมาราธอนจนคอมพิวเตอร์แฮ้งค์แล้วแฮ้งค์อีกต้องปิดพัก restart..... ในใจก็คิดว่าคอมมันยังได้ restart ได้พัก แต่เรา …….

การอดนอนยัน ตี 4 ตี 5 เป็นเรื่องปกติ ผมจำคืนหนึ่งได้ …. หลังจากอดนอนหลายวัน ทำงานอยู่หน้าจอ สักตี 3 ตี 4 ในขณะที่มือยังคา keyboard อยู่ - นำ้ตามันเริ่มไหลออกมาเอง จากนั้นก็ร้องไห้โฮออกมาคนเดียว “ทำไมแม่งไม่ได้นอนอย่างคนอื่นเขาว่ะ”

การอยากนอนแล้วไม่ได้นอน มันโคตรทุกข์เลยครับ ผมว่ามากที่สุดอันดับหนึ่งเลยที่ผมเคยเจอมาในชีวิต

อาจจะมีความโชคดีเล็กๆ ที่ทำให้รอดจากช่วงนั้นคือผมเป็นคนไม่กินเหล้า มันเลยยังพอทำให้สติผมพอที่จะประคับประคองรอดมาได้บ้าง จากเรื่องของการอดนอน

ไม่นานสักพักผมตัดสินใจหักดิบบุหรี่ได้สำเร็จ แต่ดันมาติดชาเขียวและขนมหวานแทน ตอนนั้นนำ้หนักขึ้นหลายสิบกิโล ไม่กินไม่ได้ ยิ่งทำงานหนักยิ่งกินมาก แสวงหาของกินที่ชอบทุกอย่างอัดกันอย่างเต็มที่ อะไรที่ชอบก็กินซ้ำๆ อยู่แบบนั้นเป็นเดือนๆ

และนั้นคือช่วงอายุระหว่าง 30 - 40 ปี ที่ประสิทธิภาพด้านการทำงานสำหรับธุรกิจเริ่มดี เริ่มมีทิศทาง เริ่มจับจุดได้ และสร้างผลกำไรให้กับลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องอย่างมากมาย (ยกเว้นบริษัทของตัวเอง -_-”) ไอ้ช่วงนี้แหละ ที่มันหยุดการทำงานหนักไม่ได้ ต้องอัพมันขึ้นไปอีก เพราะว่างานมันคือเงิน เลยยิ่งทำตัวเองให้เป็นฟันเฟืองชั้นเยี่ยมของระบบ

ไม่เคยหยุด เสาร์ อาทิตย์ สงกรานต์ ปีใหม่ ไม่เคยออกไปเที่ยวต่างจังหวัด ตลกร้ายคือวันที่ได้พักทำงานของผมก็คือช่วงที่พ่อผมตาย นั้นคือช่วงสัปดาห์ที่ผมได้ออกไปจากหน้าจออย่างจริงจังได้สักที เพื่อไปเฝ้าพ่อที่โรงพยาบาลและ ………………….จัดงานให้พ่อ

เมื่อย้อนกลับไป ผมยังนึกไม่ออกว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมมีชีวิตรอดมาทุกวันนี้ มันอยู่ที่เรื่องอะไร ผมลองคำนวณดูแล้วอายุสัก 40 ผมน่าก็จะไม่รอดแล้วครับ ผมไม่ออกกำลังกายเลยแบบ 100%

เป้าหมายในชีวิตไม่ต้องพูดถึง …. ตอนนั้นผมซึ่งเอาตัวไม่รอด จากปัญหาการทำงานหนัก ไม่ต้องนึกเลยว่าผมจะมีเป้าหมายในอนาคตว่า จะทำอะไรบ้าง แค่นึกว่าวันนี้จะงีบได้ไหม ผมยังคิดเหนักเลย

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตผม ก็คือระบบทุนนิยมอย่างเดียวเลยครับ โดนมันเตะเป็นลูกฟุตบอล เด้งไปซ้ายที เด้งมาขวาที โดยที่เราไม่มีความสามารถในการควบคุมชีวิตเราได้เลย

ไอ้ระบบแบบนี้มันจึงชอบคนอย่างผมมาก และมันไม่ต้องการให้คนอย่างผมคิดได้ มันไม่ต้องการให้ผมหาทางออกของชีวิตได้ เพราะค่าจ้างที่มันให้ น้อยมาก! เมื่อเทียบกับชีวิตและเวลาที่เราทำกลับไป

มันต้องการให้เกิดคนอย่างผมเป็นจำนวนมาก ผมคิดว่าพวกเราจึงถูกหลอมมาในระบบการศึกษาส่วนใหญ่ที่บล็อคความคิด มีแค่คำตอบถูกกับผิดให้เลือก และทุกคนต้องคิดแบบเดียวกัน ระบบจึงจะปกครองและทำงานง่าย

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผมคิดว่าไม่ใช่สิ่งทีเกิดกับผมแค่คนเดียวครับ เพื่อนๆ ที่รู้จัก คนรอบตัว สุขภาพโดยรวมแย่ เกือบทุกคนต้องกินยาอะไรสักอย่างเสมอ

เอาเฉพาะช่วง 30 ปีที่เห็นมา เรามีคนทำงานหนักแบบนี้เยอะมากๆ ในระบบ ให้ดูจากคนใกล้ตัว และคนป่วยที่ล้นโรงพยาบาลทั่วประเทศ ก่อนหน้านั้นเราไม่มีแบบนี้นะครับ

ค้นล้นโรงพยบาลเพราะกินอาหารไม่ไดี ที่กินอาหารไม่ไดี เพราะเราเลือกไม่ได้ ไม่สามารถจะมานั่งทำอาหารดี ๆ เองได้ ต้องรีบกิน รีบหา และทุกอย่างต้องหวานมันอร่อย อะไรขายใกล้ ๆ กินได้เร็ว ๆ ก็ต้องไปกินแบบนั้น เพราะกลัวทำงานไม่ทัน

ตอนเด็กผมทำงานเริ่มจากรายได้หลักพัน จนโตมาวันที่ได้เงินจำนวนมาก แต่ทำไมความทุกข์ก็ยังสาหัสสากรรจ์เท่าเดิม ถ้าเงินมันช่วยเราได้ เราต้องทุกข์น้อยลงสิ

Growing in Harmony with Nature