วงการการดูแลสุขภาพมักมีดราม่าอย่างสม่ำเสมอ แม้แต่ในครอบครัวเดียวกันก็ยังมีความเชื่อในการดูแลสุขภาพที่แตกต่างกัน ถ้าจะพูดถึงความเป็นดราม่าแล้ว สายผู้รักสุขภาพดราม่ากันได้หนักพอๆ กับเรื่องการเมืองเลยทีเดียว
แต่ในมุมของผม เราอย่าเพิ่งไปทะเลาะกันเรื่อง IF คีโต กินเนื้อ กินเจ กินมัง หรืออะไรที่ลึกๆ เลยครับ มาเริ่มที่เรื่องความปลอดภัยของอาหารที่เอาเข้าปากก่อน น่าจะเป็นลำดับความสำคัญแรกสุด เพราะไม่ว่าคุณจะเลือกกินแบบไหน ถ้าอาหารที่กินไม่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย
ผมเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมาหลายปี ผ่านการทดลองและศึกษาวิธีการดูแลสุขภาพมาหลากหลายรูปแบบ จนตกผลึกมาเป็นวิถีชีวิตในปัจจุบัน นั่นคือการกินมังสวิรัติ ไม่กินไข่ ไม่กินนม ทำ IF แบบไม่สุดโต่ง ไม่ได้จับเวลาด้วยนาฬิกา แต่ปล่อยให้ความหิวทำงานตามธรรมชาติ มีความรู้สึกหิวเป็นเพื่อน และพยายามยึดแนวทางของพระสายวัดป่ามากกว่าทฤษฎีของฝรั่ง
ผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ใช้ยาแผนปัจจุบันใดๆ เลย ไม่กินยาแก้ปวด ไม่กินยาฆ่าเชื้อ ไม่กินหวานจัด แต่ก็ไม่ได้งดหวานสนิท กินข้าวกล้องปกติ ไม่ได้ลดแป้ง กินคอมบูชา น้ำมันมะพร้าว งาขี้ม่อน น้ำมันมะกอก และที่สำคัญที่สุด: ผมกินแต่อาหารอินทรีย์ที่ทำเองเท่านั้นครับ
สิ่งที่ผมสุดโต่งและไม่ปรานีปราศรัยเลยก็คือเรื่องการกินอาหารอินทรีย์ ผมมีความเห็นแบบแน่วแน่ไม่ผ่อนปรนใดๆ ว่า อาหารในยุคนี้ต้องเป็นอินทรีย์เท่านั้น
เคยได้ยินคำร่ำลือไหมครับว่า ชาวบ้านไม่กินผักที่ตัวเองปลูกเพื่อขาย? ผมเห็นมากับตาว่านี่คือความจริง พวกเขาไม่ได้ใช้ยาธรรมดา แต่ใช้สารเคมีหนักมากจนตัวเองยังทำใจกินไม่ได้ ต้องซื้อแกงถุงกินแทน นี่คือสัญญาณเตือนที่น่ากลัวมาก เพราะถ้าคนปลูกยังไม่กล้ากิน แล้วเราที่เป็นคนซื้อจะปลอดภัยได้อย่างไร?
การใช้สารเคมีในการเกษตรเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก ยาฆ่าหญ้าที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมีที่มาจากอาวุธเคมีที่ใช้ในสงครามยุคก่อน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทำร้ายมนุษย์โดยตรง การที่เรานำมาใช้ในการเกษตรจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และผลกระทบของมันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแปลงผักเท่านั้นครับ แต่มีโอกาสตกมาถึงน้ำประปาที่คนเมืองใช้กันอยู่ได้ด้วย
มีข้อมูลว่า เราใช้ยาฆ่าหญ้าอย่างหนักมากมาหลายสิบปี สารเคมีเหล่านี้ได้ซึมลงไปถึงชั้นน้ำใต้ดินหมดแล้ว ทำให้แทบจะไม่มีแหล่งน้ำใดในพื้นที่เกษตรกรรมในประเทศเราปลอดจากการปนเปื้อนได้เลย นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้แม้แต่ผักที่ได้รับการรับรองว่าเป็นอินทรีย์ ก็มีการปนเปื้อนสารเคมีอยู่ เพราะน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกไม่บริสุทธิ์หมดแล้วนั่นเอง แหล่งน้ำบริสุทธิ์ที่เรามีจะอยู่ในป่าลึกเท่านั้นครับ
แล้วทำไมถึงมีการใช้สารเคมีกันมากขนาดนี้? คำตอบอยู่ที่ระบบบริโภคนิยมครับ เมื่อคนซื้อต้องการของดีราคาถูก เกษตรกรจึงถูกบีบให้ต้องทำผลผลิตด้วยปริมาณมากๆ ในครั้งเดียว วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้สารเคมีเพื่อเร่งผลผลิตและกำจัดศัตรูพืช รวมถึงการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งเป็นที่มาของปัญหา PM 2.5 ที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้ ทุกอย่างถูกระบบวางไว้ให้เพื่อให้เราได้ซื้อผักที่ราคาถูกกว่าความเป็นจริงหลายเท่าตัว ต้นทุนที่เรามองไม่เห็นคือค่าทรัพยากรที่เราต้องเสียไปครับ มูลค่ามันมหาศาลมาก
เงินที่เราประหยัดได้จากการซื้ออาหารราคาถูก จึงแลกมาด้วยต้นทุนทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่สูงมาก และในระยะยาวเราอาจต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่แพงกว่าหลายเท่าตัวให้กับเรื่องนี้
ในปัจจุบัน ระบบการผลิตอาหารของเราถูกตัดขาดไม่ให้เรารู้ถึงแหล่งที่มา จนเราแทบไม่รู้ที่มาที่ไปของอาหารที่เรากินเข้าไป เพราะถ้าเรารู้หลายคนอาจจะเลิกซื้อครับ ทำให้มีปัญหาทางการขายและระบบเศรษฐกิจ แหล่งที่มาของผักและเนื้อราคาถูกจึงถูกตัดขาดไม่ให้เราได้เห็น เราจะเห็นและรับรู้เฉพาะในส่วนหน้าบ้านที่สวยงามและน่าซื้อแล้วเท่านั้น
เรามีผักไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่ในตลาด และเราถูกฝึกให้กินซ้ำๆ ไม่กี่ชนิดนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะระบบมันวางไว้แล้วเรื่องของผักที่ทำกำไรได้ดีเท่านั้นจะอยู่ในระบบได้ คนขายราคาถูกแต่ให้ได้กำไรมหาศาล ผักที่ดี อร่อย แต่มีข้อจำกัดทำไม่ได้ในโจทย์นี้จึงถูกตัดออกไป
ลองสังเกตง่ายๆ ครับ ทำไมคะน้าในตลาดมักจะเป็นคะน้าแก่ แข็งๆ ที่ต้องปลอกเปลือกถึงจะกินได้ ใบก็ไม่อร่อย? นั่นเป็นเพราะเขาต้องเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง ขนส่งง่าย เสียยาก มากกว่าต้นคะน้าที่รสชาติดี
ถ้าคุณเคยปลูกถั่วฝักยาวกินเอง คุณจะรู้ว่าถั่วฝักยาวที่ กรอบ หวาน ตอนที่อร่อยที่สุดจะมีช่วงระยะเวลาที่สั้นมาก ประมาณ 1 วันเท่านั้น แต่ในระบบการค้าเขาจะเก็บฝักที่ยังไม่พร้อมกิน เพื่อให้ขนส่งได้ไกลและเก็บได้นาน นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าระบบอาหารปัจจุบันสนับสนุนธุรกิจมากกว่าคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติ
แต่นั่นยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลที่สุด สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือเรื่องของคำว่า "อาหารปลอดสาร" ที่คนทั่วไปเข้าใจว่าไม่มีสารเคมี คำว่า "ปลอดสาร" ที่ทางการรับรองนั้น เป็นเพียงการกำหนดระยะเวลาการเว้นช่วงการใช้ยาฆ่าแมลงในพืชผักเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย 100% มันเป็นเพียงการลดความเข้มข้นของสารเคมี แต่สารพิษยังคงตกค้างอยู่ในผักผลไม้เหล่านั้นมากมาย
ในขณะที่เกษตรกรณ์หลายคนยังเข้าใจผิดว่ายาฆ่าหญ้าไม่เป็นพิษอะไร พวกเขามองว่า "ผักไร้สารเคมี" คือการไม่ใช้ยาฆ่าแมลงเท่านั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วยาฆ่าหญ้าก็เป็นสารเคมีอันตรายไม่แพ้กัน
พืชผลบางชนิดที่จะถูกใช้สารเคมีหนักเป็นพิเศษ อย่างเช่น ทุเรียน แตงโม และส้ม ที่มักจะพบในงานวิ่งมาราธอนเป็นประจำ นักวิ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่าตอนที่ร่างกายกำลังเหนื่อยจัดและต้องการพลังงาน การดูดซึมสารเคมีจากผลไม้เหล่านี้ จะเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าปกติหลายเท่า รับเต็มๆ
แล้วความร้อนจะช่วยทำลายสารเคมีได้ไหม? หลายคนเข้าใจว่าการต้มหรือผ่านความร้อนจะช่วยกำจัดสารเคมีได้ แต่ความจริงคือมันแค่ทำให้สารเคมีเจือจางลงเท่านั้น โดยละลายอยู่ในน้ำแกงแทน นี่คือเหตุผลที่ทำไมอาหารประเภทต้มผักเยอะๆ เช่น จับฉ่าย สุกี้ ชาบู จึงอาจกลายเป็น "น้ำซุปสารพิษ" ไปโดยไม่รู้ตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ผักสดอย่างส้มตำ สลัด หรือเครื่องดื่มอย่างน้ำผักผลไม้ปั่น ที่หลายคนเข้าใจว่าดีต่อสุขภาพ ก็อาจกลายเป็นตัวการสำคัญในการนำสารพิษเข้าสู่ร่างกาย เพราะไม่มีวิธีล้างใดที่จะกำจัดสารเคมีได้หมด 100% โดยเฉพาะในผักผลไม้ที่ไม่ได้ผ่านการปลูกแบบอินทรีย์
จากการใช้ยาฆ่าหญ้าอย่างหนักมาหลายสิบปี สารพิษได้ซึมลงไปถึงชั้นน้ำใต้ดินหมดแล้ว ธรรมชาติของสระน้ำจะติดต่อเชื่อมโยงกันด้วยแหล่งน้ำใต้ดิน ซึ่งหมายถึงแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตรย์ในไทยปนเปื้อนหมดแล้วนั้นเอง เพราะฉะนั้นวันนี้เราไม่มีอะไรอินทรีย์ 100% อีกต่อไปแล้วครับ แม้แต่ผักที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ก็ตาม
หลังจากที่เราเข้าใจปัญหาของระบบอาหารในปัจจุบันแล้ว หลายคนอาจกำลังสงสัยว่าแล้วเราจะมีทางเลือกอย่างไร? จะกินอะไรได้บ้าง? แนวทางการเลือกอาหารให้ปลอดภัยมากขึ้นในยุคนี้
หลายคนอาจคิดว่าการมองหาตรารับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์คือคำตอบ แต่ผมกลับมองต่างออกไป ผมไม่ได้สนับสนุนตราหรือมาตรฐานใดๆ เลยครับ เพราะบางครั้ง มาตรฐานเหล่านี้กลับกลายเป็นเครื่องมือกีดกันเกษตรกรชาวบ้านที่ทำเกษตรอินทรีย์ด้วยใจรัก ซึ่งมีจำนวนมากและเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ไม่มีกำลังพอที่จะขอใบรับรองมาตรฐาน
แล้วเราจะเลือกอย่างไรถ้าต้องการกินผักที่สะอาด? คำตอบคือ ต้องมองหาแหล่งที่มาที่แท้จริงของอาหาร สวนเกษตรอินทรีย์ที่ดีที่สุดในความเห็นของผม คือสวนที่เริ่มจากการปลูกเพื่อกินในครอบครัวของเขาก่อน เมื่อเหลือจึงแจก และเมื่อเหลือจากแจกจึงนำมาขาย นี่คือวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวสวนไทยเราครับ ที่ปลูกด้วยความรักและใส่ใจ ขายของที่สะอาดปลอดภัยแบบเดียวกับที่เขากิน แบบเดียวกับที่ลูกเขากิน
นอกจากการไม่ใช้สารเคมีแล้ว สวนอินทรีย์ควรมีการใช้จุลินทรีย์รสจืดในการปลูกพืช ซึ่งช่วยลดการปนเปื้อนของสารเคมีที่อาจมาจากน้ำหรือดินได้ในระดับที่น่าพอใจ ทำให้เราสามารถกินผักสดๆ ได้อย่างปลอดภัยขึ้น นี่คือภูมิปัญญาไทยที่ช่วยแก้ปัญหาการปนเปื้อนที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ
ถ้าไม่สามารถหาอาหารอินทรีย์ได้ตลอด ผมขอแนะนำการเลือกตามลำดับความเสี่ยงไว้แบบนี้:
งดเว้นเด็ดขาด (ถ้าไม่ใช่อินทรีย์):
หลีกเลี่ยงถ้าเป็นไปได้:
ทางเลือกที่ดีกว่า:
สำหรับคนเมืองที่อยากมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ สิ่งที่ทำได้คือการร่วมกันสนับสนุนเกษตรอินทรีย์จากชาวบ้านจริงๆ ให้มากขึ้น แม้จะต้องจ่ายแพงกว่าเดิม แต่ถ้ามองในระยะยาว มันคือการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่า
ถ้าเราทำได้ไม่หมดทุกข้อ ไม่เป็นไรครับ ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เปลี่ยน ทำเท่าที่ทำได้ เพราะแค่การตระหนักรู้และเริ่มลงมือทำ ก็ถือว่าคุณกำลังเดินก้าวแรกไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว การดูแลสุขภาพไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นการเดินทางที่เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง
ความปลอดภัยในอาหารเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องใส่ใจ ไม่ใช่แค่เพื่อสุขภาพของตัวเอง แต่เพื่อสนับสนุนระบบเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน เพื่อโลกที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไป การเลือกกินอาหารอินทรีย์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่เป็นการลงคะแนนเสียงด้วยเงินในกระเป๋าของเรา ว่าเราต้องการระบบอาหารแบบไหนในอนาคต